Article

Flashback Wedding (フラッシュバック婚)

เมื่อเร็วๆนีมีหนังไทยเรื่องหนึ่งเข้าฉาย เรื่อง เพื่อนสนิท เป็นเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นระหว่างเพื่อน ชายกับหญิง ความสนิทสนมแบบเพื่อนนานวันเข้าอาจงอกเงยเป็นความรักแบบไม่รู้ตัวก็ได้ถ้าอีกฝ่ายรับสัญญานไม่ได้ก็กลายเป็นความทุกข์ทรมานไม่น้อย ทำนองแอบรักเข้าข้างเดียว เพราะหนังเรื่องนี้แท้ๆ ทำให้คิดถึงคำหนึ่งของญี่ปุ่น ที่เกี่ยวกับความรักที่พัฒนาจากความสัมพันธืแบบเพื่อน

フラッシュバック婚 หมายถึงการแต่งงานของคู่รักที่อดีต ที่เคยเป็นเพื่อนเที่ยวกัน ใน ก๊วนเดียวกัน สนุกสนานเฮฮา ปาร์ตี้มาด้วยกันในสมัยวัยรุ่นหรือวัยเรีนแต่ไม่เคยคิดที่รักกันแบบคู่รักทั่วไป เวลาผ่านไปต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปเดินตาทเส้นทางของชีวิตตนเอง แล้วหลังจากนั้นหลายปีผ่านไป วันหนุ่งทีมาจ๊ะเอ๋กัน ที่นี้แหละ ไฟฟ้าเกิดช็อตขึ้นมาทันทีทันใดเห็นหน้าปุ๊บก็เกิดความรักขึ้นปั๊บแบบว่า ใช่เลยเธอคือคนที่ฉันรอคอยมานานแสนนานหรือฟ้าลิขิตให้เราต้องรักกันแน่ๆเลย มิน่าทำไมถึงเป็นโสดมานานที่แท้รอเธอนั่นเอง ก็แล้วแต่ใครจะจิตนาการเอานะ

ความรักที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วปานกามนิตหนุ่มโดนแผลงศรนั้นเกิดจากการยอมรับในนิสัยของแต่ละฝ่ายได้ ยอมรับในตัวตนของอีกฝ่าย ซึ่งต่างฝ่ายต่างรู้ไสรู้พุงกันหมดแล้วว่าเป็นอย่างไรเพราะเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน ในสมัยวัยรุ่นแล้วมาพบกันอีกครั้ง

フラッシュバック(Flashback) มีหลายความหมาย เช่น เทคนิคการถ่ายภาพอย่างหนึ่ง, อาการสลึมสลือของคนติดยา, หรือโรคจิตชนิดหนึ่งที่เกี่ยวกับความจำ ที่ทางการแพทย์เรียกว่า PSTD(Post-traumatic stress diorder)

フラッシュバック婚 เป็นคำที่ถูกจับตามองเมื่อ 5 -6 ปี ที่ผ่านมา ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ Imidas ฉบับปี 1999

อากาศหนาวๆอย่างนี้ ท่านผู้อ่านที่ยังโสดอยู่ เหลียวซ้ายแลขวาให้ดีระวังไฟฟ้าช็อตนะจ๊ะ

                                      ศุภมาส โฮโซคาว่า


edit @ 2005/12/03 23:57:06
edit @ 2005/12/03 23:57:23
edit @ 2005/12/05 23:03:06
edit @ 2005/12/05 23:05:37

สอนภาษาญี่ปุ่นด้วย Google

posted on 05 May 2006 22:44 by shuriken  in Article

สอนภาษาญี่ปุ่นด้วยGoogle

พอเห็นหัวเรื่องแล้วคงจะงงกันใช่ไหมครับ ว่าไอ้ Search Engine Google ที่เราใช้ๆหาข้อมูลเวลาต้องการอยากรู้ข้อมูลไรเนี่ย มันจะสอนภาษาญี่ปุ่นให้เราได้อย่างไร ซึ่งจริงๆแล้วมันสามารถทำได้ครับ และทำได้ดีซะด้วยถ้าคุณรู้จักวิธีการใช้ ให้มันสอนคุณ Search Engine Google เองตอนนี้ก็ออกฟังก์ชั่นการแปลภาษา (Language Translation) มาแล้ว เราสามารถใช้ฟังก์ชั่นตัวนี้มาแปลภาษาในWeb ที่เราต้องการได้แต่ภาษาไทยยังไม่มีครับ ถ้าได้ก็เช่น แปลอังกฤษเป็นญี่ปุ่น-ญี่ปุ่นเป็นอังกฤษ สอนภาษาญี่ปุ่นด้วย Google ของผมก็คงจะไม่พูดถึงฟังก์ชั่นการแปลภาษาตัวนี้ แต่จะพูดถึง วิธีการสอนโดยใช้ฟังก์ชั่นค้นหา Searching ที่เราใช้กันบ่อยๆนี่ละเป็นตัวที่มาสอนได้ ทีนี้ ต้องทำอย่างไรล่ะถึงจะนำมาสอนเราได้ เงื่อนไขเบื้องต้นเลยที่จะต้องบอกไว้ คือสำหรับการสอนด้วยวิธีนี้คนที่ จะใช้วิธีนี้ได้จำเป็นจะต้องมีความรู้พื้นฐานภาษาญี่ปุ่นด้วย ไม่อยากจะบอกว่าระดับใดขึ้นไป ซึ่งจริงๆหากมีความตั้งใจ มีพื้นตั้งแต่ระดับต้นขึ้นไปก็ใช้ได้เหมือนกัน และวิธีนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการอ่านหนังสือ นั่นคือ คุณจะต้องอ่านและจำรูปแบบของไวยกรณ์หรือคำศัพท์ด้วย เพราะถ้าคุณไม่จำ คุณก็จะไม่สามารถนำมันไปใช้ได้ และคุณก็จะลืม พยายามจำในสิ่งที่ตัวเองสนใจก่อนจะทำให้จำได้ดีเรื่องที่ไม่ชอบก็เอาไว้ทีหลัง

วิธีการใช้ Google สอนภาษาญี่ปุ่น

เราคงจะต้องให้ www.google.co.jp ล่ะครับ version ภาษาญี่ปุ่นเพราะจะค้นหาภาษาญี่ปุ่นได้ดีกว่า google.com หรือ google.co.th ครับผมจะให้ คอนเซ็ปและวิธีใช้เบื้องต้นแล้วกันนะครับ เพราะคุณสามารถนำไปประยุกย์การใช้สอนสำหรับตัวคุณเองได้ไม่ว่าคุณจะนำไปใช้แปลงานหรือนำรูปแบบประโยกไปพูดก็ทำได้ครับ

รักแท้บทที่ 1 เริ่มเรียนจากคำศัพท์

คงเคยปวดหัวกันมากใช้ไหมครับกับภาษาญี่ปุ่นคันจิ ที่มีมากมายจำกันไม่ไหว เฉพาะคันจิเบื้องต้นก็ซัดไปเกือบ2000ตัวแล้วแถมยังมีศัพท์เทคนิคอีก คนญี่ปุ่นบางทีก็ชอบพูดคันจิติดๆกันไปเลยพี่แกน่ะเข้าใจความหมายแต่คนไทยฟังติดๆกันก็ไม่เข้าใจอ่ะดิ เริ่มสอนด้วย Google เลยล่ะกัน ก่อนอื่น สมมติว่าคุณรู้จักคำว่า 旅行(ท่องเที่ยว) ให้คุณนำคำนี้ไปใส่ในช่องค้นหาของGoogle แล้วลอง Search ดู คุณก็จะได้ ผลการค้นหา ที่เกี่ยวข้องกับ 旅行เต็มไปหมด จุดนี้แหละที่สามารถจะสอนเราได้ทุก Page หรือทุกหน้า ที่พี่ Google ค้นหาออกมาได้ คุณไม่จำเป็นต้องดูทุกหน้าเพราะมันเยอะมาก เอาแค่3 หน้าแรกก็หรูแล้วครับ ตัวที่เราใส่ค้นหาไปมันจะเน้นให้เด่นเป็นตัวเข้มตัวอื่นจะบาง คราวนี้เรียนรู้อย่างไร ก็ไม่ยากครับ แค่คุณรู้ศัพท์คำว่าท่องเที่ยวอย่างเดียวคงไม่พอหรอกครับ มันจะต้องรู้ให้เยอะกว่านั้น แล้วคำไหนล่ะที่จำเป็นต้องรู้ที่คนญี่ปุ่นใช้กันบ่อยๆ ก็คำที่พี่ Google หาออกมาให้นั่นแหละใช้กันบ่อยครับ

อย่างเช่น คำว่า 旅行 คำอื่นๆที่ติดๆกันมาเราก็จะเห็นได้จากผลการค้นหาเต็มไปหมด อย่างเช่น 国内旅行(ท่องเที่ยวในประเทศ) 海外旅行(ท่องเที่ยวต่างประเทศ) แค่นี้คุณก็ขยายธนาคารศัพท์ในสมองคุณได้แล้วครับ หรือจะเอาแบบจำเป็นรูปประโยคไปพูดก็ได้เช่น 海外旅行を予約ならHISにおまかせください(ถ้าจะจองทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ มอบให้เป็นหน้าที่ HIS)

เหอะๆใครจำได้เท่าไหนก็เอาไปพูดเท่านั้นแหละครับ ตัวอย่างนี้ เราจำแค่กริยา กับกรรมก็โอเคแล้ว จองการท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งจริงๆอันนี้ก็เป็นรูปแบบย่อแต่ถ้านำมาพูดก็เข้าใจความหมายได้เช่นกัน ส่วนประโยคที่เหลือใครจะจำไปใช้ก็ไม่ผิดกติกาครับ

บทความข้างต้นเป็นของ http://shuriken.exteen.com/

หากใครจะยืมไปใช้หรือดัดแปลงให้เครดิตลิ้งมาที่บล๊อก www.shuriken.exteen.com นิดนึงนะครับ

โดย ปานะพันธ์ พฤกษากร


edit @ 2006/05/09 20:06:29

การทำงานกับคนญี่ปุ่น

posted on 09 Sep 2006 10:24 by shuriken  in Article

เห้อ ใครทำงานอยู่บริษัทญี่ปุ่นบ้างครับเนี่ย เป็นยังไงบ้างกับวัฒนธรรมสังคมการทำงานแบบญี่ปุ่นชอบกันบ้างไหม แต่เท่าที่ผมสังเกตดูถ้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่น ในกลุ่มคนไทย

จะแบ่งได้ 2 กลุ่มนะ (ออฟฟิส) คือกลุ่มที่สัมผัสกับญี่ปุ่นโดยตรง ต้องโคงานกัน และอีกกลุ่มหนึ่งคือ ร่วมงานกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กลุ่มหลังนี่จะไม่ค่อยได้ลิ้มรสชาติความบ้างานของคนญี่ปุ่นเท่าไหร แต่กลุ่มแรก ซึ่งจะเป็นระดับผู้จัดการแผนก ผู้จัดการฝ่าย เซลล์

หรือล่าม ที่ต้องร่วมกันประชุมกับญี่ปุ่นบ่อยๆเรียกได้ว่า อยากจะอ้วก กับวัฒนธรรมการทำงานสไตล์ญี่ปุ่นเหลือเกิน ผมไม่รู้นะบางคนไม่เป็นแต่ผมนี่เอียนจังเลยชอบโชว์เพาเวอร์ก็เท่านั้น ชอบดุและว่าคนไทยโดยไรสาเหตุก็บ่อย บริษัทผมเนี่ยเป็นมากๆเลย แต่เข้าใจว่าขึ้นอยู่กับบริษัทแต่ละที่และ แต่ละตัวบุคคลด้วย บางคนใจดีมาก บางคนออกแนวลามกก็มี

ผมจำได้ตอนที่ฝึกงานตอนปี 3 ไปเป็นล่ามฝึกงานในโรงงาน โอ้ยญี่ปุ่นใจดีจะตายไป ประมาณ โอจี้ซังแล้ว เลี้ยงข้าวทุกมื้อเลย แต่ทำงานจริงๆราวฟ้ากับเหว ญี่ปุ่นที่เจอนี่เวลางาน Crazy มาก สั่งโน่นสั่งนี่ไม่ได้ดูเลยว่าลูกน้องทำไหวหรือเปล่า โดยมากจะเป็นกับคนที่เรียกว่า คนรุ่นเก่า คือมีอายุมากๆ 40 ขึ้นไป กับ คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ หรือยังมีอายุน้อยอยู่ไม่ค่อยจะมีพฤติกรรมเช่นนั้น อาจเป็นเพราะตำแหน่งยังไม่สูงพอหรือเปล่า ไม่รู้

วิธีรับมือ กับพวกนี้ ก็คือต้องคุยกันให้เข้าใจ ถ้าเข้าใจอาการโมโหหงุดหงิด จะลดลงได้บ้างแต่อาการโชว์พาวเวอร์ คงยังไม่หายถ้าอารมณ์พี่แกกำลังร้อน เราก็คงต้องเย็นให้เค้า แม้ว่าจะถูกหรือจะผิด หรืออย่าไปใส่ใจปล่อยมันบ้าไปตามเรื่องตามราว เดี๊ยวก็หาย อีกวิธีนึงทีพอช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นได้บ้าง คือการ ล๊อบบี้ อาจจะพาไปเลี้ยงหรือสังสรรค์ ตอนเย็น เวลาทำงานจะช่วยให้ทำงานได้ราบรื่นบ้าง

วิธีรับมือแบบ ถาวร ถ้าหากโดนพวกญี่ปุ่นกดมากๆ หรือสั่งงานแบบเทกระจาดให้ เท่าที่สัมผัสมาพวกนี้มักเปลี่ยนได้อยาก สิ่งที่เราทำได้คือเปลี่ยนตัวเอง จุดอ่อนของพวกญี่ปุ่นรุ่นเก่าคือจะเป็นพวกที่กลัวภาษาอังกฤษ คือ กลัวที่จะฟังและไม่เข้าใจ หรืออาจจะเป็นผลพวงมาจากสมัยสงครามโลกที่โดนบอม ก็อาจสันนิษฐานได้ ฉนั้นทำอย่างไรถึงจะให้พวกนี้ไม่กล้ากับเรา ก็คือคุณต้องมีทักษะการใช้ภาษาหรือโชว์ให้เค้าเห็นว่าเราพูดอังกฤษเป็นพวกญี่ปุ่นจะเกรงๆ หรืออาจจะนิยมชมชอบไปเลยด้วยซ้ำ และอีกข้อจากประสบการณ์ของผมคือ สร้างพาวเวอร์ในที่ทำงานให้กับตัวเอง หมายถึง คุณจะต้องเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี รู้จักแผนกโน้นแผนกนี้ไปทั่ว ใครก็ต้องมีโคงาน ขอความช่วยเหลือบ่อยๆ เรียกง่ายๆ ว่าใครก็ชอบเราและเกรงใจเรา คนญี่ปุ่นก็จะเกรงเราไปด้วย แต่ เท่าที่สัมผัส บุคคลที่ว่านี้มักจจะเป็นพวก Manager ที่บิ๊ก ๆ อยู่แล้ว ถ้าระดับพนักงาน ก็รู้จักคนให้เยอะๆเข้าไว้ครับ แล้ว Power จะมาหาคุณเอง

ลองนำไปใช้ปรับตัวในที่ทำงานดูนะ เพราะจากประสบการณ์อันน้อยนิดของผมก็คงบอกได้เท่านี้แหละ ไว้มีเทคนิคไรดีๆ จะมาเล่าให้ฟังอีกครับ


edit @ 2006/09/09 10:30:02

มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ

1.นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ15นาที (หรือเดินจงกรมก็ได้)
อานิสงส์---เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า
เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส ปล่อยวางได้ง่าย
จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ
ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน
ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรง
เจ้ากรรมนายเวรและญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล

2.สวดมนต์ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน
อานิสงส์---เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า
เงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว
แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา,พระคาถาชินบัญชร,
พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น
เมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง

3.ถวายยารักษาโรคให้วัด,ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์
อานิสงส์---ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา
สุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า
ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา

4.ทำบุญตักบาตรทุกเช้า
อานิสงส์---ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ขาดแคลนอาหาร
ตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์

5.ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน
อานิสงส์---เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาถยศ
สรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้
ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน

6.สร้างพระถวายวัด
อานิสงส์---ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง ครอบครัวเป็นสุข
ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาตลอดไป

7.แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์หรือบวชพระอย่างน้อย9วันขึ้นไป
อานิสงส์---ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่
ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวร
สร้างปัจจัยไปสู่นิพพานในภพต่อๆไป ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนา
จิตเป็นกุศล

8.บริจาคเลือดหรือร่างกาย
อานิสงส์---ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ
ต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก เทพยดาปกปักรักษา
ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า ส่วนภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง

9.ปล่อยปลาที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ
อานิสงส์---ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต
ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป ให้ทำมาค้าขึ้น
หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใส
เป็นอิสระ

10.ให้ทุนการศึกษา,บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ,อาสาสอนหนังสือ
อานิสงส์---ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญา
ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้ สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม

11.ให้เงินขอทาน,ให้เงินคนที่เดือดร้อ

อิ่มเดียวหลับเดียวของในหลวงของเรา

อิ่มเดียว หลับเดียว
ข้าพเจ้าจะนำท่านย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วมา ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ใหม่ๆ
ทรงโปรดการทรงภูษาเป็นสนับเพลาสั้น ( กางเกงขาสั้น ) ในยามดึก
เวรยามรอบพระราชฐานที่ประทับต่างทำหน้าที่กันตามจุดต่างๆไม่มีบกพร่อง
ไม่มีการละทิ้งหน้าที่ ไม่มีการหยอกล้อเฮฮา ส่งเสียงอึกทึก
หรือเล่นหัวกัน
เพราะต่างรู้หน้าที่ของตนว่ากำลังถวายอารักขาและถวายความปลอดภัย
แด่องค์พระประมุขของชาติ จอมคนของปวงชนชาวไทย
แม้จะมิได้ทรงเสด็จออกมาทอดพระเนตร
แต่ทุกคนก็รู้หน้าที่กันเป็นอย่างดี
ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว ลมพัดกรูเกรียวเสียงน้ำค้างตก
ใครจะนึกบ้างเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จลงมา
ทรงพระราชดำเนินไปรเวท ( เดินเล่น )
บางครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเงียบๆ
แล้วก็มีพระราชดำรัสทักทายแก่ทหารมหาดเล็กที่ถวายเวรยาม
และนายทหารราชองครักษ์เวร

ประดุจน้ำทิพย์หยาดลงชโลมดวงใจของผู้ที่ทำการอยู่เวรยามให้ได้ระลึกถึงพระมหากรุ
ณาธิคุณว่า
ทรงเป็นห่วงผู้ที่มาอยู่เวรยามด้วยความจงรักภักดี
แม้เวลาจะดึกดื่นแล้วก็ยังคงอยู่ในหน้าที่ด้วยอาการสงบ
ที่เป็นการถวายชีวิตเป็นราชพลี... ตอนนั้น
ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านหน้าข้าพเจ้า
ซึ่งกำลังหมอบกราบด้วยความเคารพอย่างสุดชีวิต
ทรงหยุดพระราชดำเนินแล้วมีพระราชดำรัสเรียกชื่อของข้าพเจ้า
จากนั้นทรงพระราชดำรัสต่อไปว่า ชีวิตมนุษย์เรานี่ อิ่มเดียว
หลับเดียวเท่านั้น ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านไป จนลับพระองค์
ข้าพเจ้าทบทวนพระราชดำรัสจนขึ้นใจ นึกไม่ออกว่าทรงหมายความว่าอย่างไร
จนรุ่งเช้าออกเวรแล้วจึงได้กลับบ้าน
อีกสองสามวันต่อมาได้มีโอกาสเข้าไปคุยธรรมะกับพระที่วัดเทพธิดา
จึงได้เอ่ยถามท่านมหาผู้มีเปรียญเป็นดีกรีว่า ท่านมหาขอรับ
คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนี่ หมายความว่าอย่างไรขอรับ
ท่านมหาขมวดคิ้วแล้วย้อนถามผมด้วยความฉงนฉงาย
ทำให้ผมยิ่งงงเข้าไปอีกว่า
โยมเฉลิมศักดิ์ไปเอาคำนี้มาจากไหนกันล่ะ ข้าพเจ้ามิได้บอกท่านตรงๆ
ในที่สุดท่านก็ได้ตอบปัญหาให้ผมได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า
โยมเฉลิมศักดิ์
คำนี้น่ะ

ผู้ที่ได้กล่าวถึงนี้เป็นผู้มีความรู้ในพระพุทธพจน์อันมีความหมายยาวให้ย่นย่อ
เข้าใจได้ง่ายอีกด้วย คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนั้น มาจากพระพุทธพจน์
ที่ทรงให้ตัดความโลภ เพื่อให้ชีวิตเป็นสุข ให้รู้จักคำว่าพอ
เพราะมนุษย์เรานั้นจะกินได้มากเท่าใด ก็ไม่เกินอิ่มของตน
พออิ่มแล้วก็เท่านั้นแหละ อะไรก็ไม่วิเศษอีกแล้ว การนอนก็เช่นกัน
มนุษย์เรานั้นวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไม่รู้จักอิ่ม
ได้มาอิ่มแล้วก็ยังอยากได้อีก
นอนอิ่มแล้วก็อยากนอนอีกอยากได้ให้มันมากขึ้นไปอีก
ถ้าคนเรายึดในหลักว่าอิ่มเดียวหลับเดียว โลกก็จะเป็นสุข
ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดี
และแสวงหาจนทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว คนเรานะโยม
จะบริโภคอาหารอันอิ่มเอมโอชะสักเท่าใดก็อิ่มเดียว กินข้าวคลุกน้ำปลา
หรือกินอาหารจีนรสเลิศชามละเป็นพันบาท ก็อิ่มเดียวแค่อิ่มเท่านั้น
กินเข้าไปไม่ได้แล้ว จะนอนบนที่นอนยัดนุ่นรองด้วยสปริง
อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ
นอนในสลัมหรือ นอนในคฤหาสน์ ก็แค่นอนหลับอิ่มเดียวเท่านั้น
เต็มอิ่มแล้วก็ต้องลุกขึ้นมา ชีวิตของมนุษย์ทุกคน
ก็เท่าเทียมกันด้วยอิ่มเดียวและหลับเดียวนี่แหละ


edit @ 2006/09/29 22:38:42