ไอทีที่ล้าหลังของ "เกาหลี-ญี่ปุ่น"

แม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตสินค้าไฮเทคในธุรกิจไอทีระดับโลก แต่บรรดาพนักงานบริษัทในญี่ปุ่นและเกาหลีต่างยังคงถูก "ล่ามโซ่" ติดอยู่กับโต๊ะทำงานเหมือนอดีตหลายสิบปีก่อน

"มาซาโนริ โกโต้" เคยตกอยู่ในภาวะ Culture shock เมื่อครั้งที่เขาเดินทางกลับไปญี่ปุ่น หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์กมานานถึง 7 ปี พีอาร์วัย 42 ปี ของบริษัทยักษ์ใหญ่ NTT DoCoMo คนนี้ เคยใช้ชีวิตอยู่ในอพาร์ตเมนต์หรูในแมนฮัตตัน แวดล้อมด้วยสารพันสิ่งไฮเทค เขาใช้คอมพิวเตอร์แล็ปทอปติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ ของเขาซึ่งอยู่ใน 14 มุมโลก และวันนี้เมื่อเขากลับมายังโตเกียว โกโต้มีโทรศัพท์มือถือซึ่งเขาสามารถใช้รับส่งอีเมลได้อย่างเร็ว แต่แม้กระนั้น เดี๋ยวนี้เขาก็ยังต้องอยู่โยงเฝ้าออฟฟิศถึงเที่ยงคืนอยู่เสมอ เหตุผลก็คือ เจ้านายของเขาไม่ยอมใช้คอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนที่ได้

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่สำนักงานในญี่ปุ่นของเราเขาไม่ใช้แล็ปทอปกัน เขากล่าว

ไกลจากกันไปไม่กี่ร้อยไมล์ ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ "ลี ชุง วา" เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพนักงานที่ไม่ค่อยยอมลุกออกจากโต๊ะไปไหน ราวกับถูกล่ามโซ่ติดกับโต๊ะทำงานเอาไว้ หญิงวัย 33 ปีผู้นี้ เพิ่งจะลาออกจากงานตำแหน่งเลขานุการอาวุโสในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากที่ได้รับข้อมูลว่า บริษัทแห่งนี้จะไม่อนุญาตให้พนักงานตำแหน่งเล็กๆ เข้าระบบธุรการของบริษัทจากภายนอก

ฉันก็เลยไม่สามารถทำงานที่บ้านได้อีก และจะให้ทำยังไงในเมื่อเจ้านายคิดว่า การนั่งทำงานดึกๆ ดื่นๆ เท่านั้น แปลว่าคุณขยัน ลีกล่าว

ปัจจุบัน ไอที น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เคลื่อนตัวได้อย่างอิสระ เหมือนที่โกโต้และลีกล่าว และญี่ปุ่น กับเกาหลีเองก็เป็นผู้นำของโลกไอทียุคใหม่ ทั้งระบบบรอดแบนด์ รวมทั้งความเร็วในการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่แม้แต่อเมริกายังไม่สามารถเทียบเท่า นอกจากนั้นระบบเครือข่ายไร้สายของทั้งสองประเทศนี้ ยังเกิดจากการลงทุนที่มหาศาล ทำให้อินเทอร์เน็ตไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ยังสามารถใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไร้สายอื่นๆ ต่อเชื่อมได้ทั้งหมดอีกด้วย

อินเทอร์เน็ตมีอยู่ทุกที่ ทั้งใต้ดิน บนดิน ในร้านคาเฟ่ หรือแม้กระทั่งบนทางด่วน แต่หากมาพิจารณาถึงการใช้ประโยชน์ทางธุรกิจของอินเทอร์เน็ตแล้ว ทั้ง 2 ประเทศนี้ยังถือว่าเสียเปรียบสหรัฐอเมริกาอยู่มาก

จากรายงานวิจัยซึ่งเสนอภาพแห่งความแตกต่างอย่างสุดขั้วนี้ พบว่า ปัจจุบัน ชาวอเมริกันมักจะคุ้นเคยกับอุปกรณ์ไฮเทคเคลื่อนที่อย่างเช่นโทรศัพท์รุ่น BlackBerry หรือปาล์ม Treos และนำมันมาใช้ประโยชน์ในชีวิตการทำงาน แต่ในโตเกียวและโซล แม้ว่าจะเป็นเมืองที่ผู้คนงุ่นง่านกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือจอใหญ่ๆ ไม่แพ้กัน แต่เมื่อลงไปดูแล้วจะรู้ว่า พวกเขาเล่นเกม คลิปวิดีโอ หรือส่งไอคอนเฮลโหล คิตตี้ไปหาเพื่อนๆ

ขณะเดียวกัน ตลาดโฆษณาผ่านระบบโทรศัพท์มือถือในสหรัฐอเมริกา มุ่งเน้นไปที่ข้อมูลที่จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในเอเชีย เทรนด์การบริโภคกลับเป็นข้อมูลด้านความบันเทิงเป็นหลัก

มีคำถามว่า ทำไมวัฒนธรรมการบริโภคของชาวตะวันออกยังคงไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง และธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงเชื่องช้าในแง่ของการแสวงหาโอกาสจากการปฏิวัติตัวเองของระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่ไฮเทค

เหตุผลข้อใหญ่ข้อหนึ่งคือเรื่องของวัฒนธรรมการทำงานในองค์กร เพราะบรรดาพนักงานระดับล่าง ไม่ค่อยอยากจะลุกออกจากโต๊ะทำงาน เพราะพวกเขากลัวว่าเจ้านายจะคิดว่าหนีงาน

นอกจากนั้นขั้นตอนการประเมินผลงานของบริษัทในเอเชียส่วนใหญ่ ยังเป็นรูปแบบของการประเมินงานแบบกลุ่มมากกว่าแบบทีม ดังนั้น สมาชิกในแต่ละทีมจึงรู้สึกว่าตัวเองต้องนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะประชุมตลอดเวลา

การที่จะใช้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนที่มหาศาลด้านไอทีนั้น บริษัทเองคงต้องปรับเปลี่ยนวิถีทางธุรกิจในองค์กรของตัวเองเสียก่อน ลี อิน ชาน รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัย SK Research Institute จาก Seoul management กล่าว

ในประเทศทั้งสองนี้ หากคุณไม่ได้อยู่ในออฟฟิศ เจ้านายของคุณจะสรุปเอาเองว่าคุณกำลังไม่ได้ทำงาน นอกจากนั้น ความคลุมเครือของกรอบการทำงาน และการวัดผลงาน ก็ทำให้เจ้านายวัดผลการทำงานของพนักงานระดับล่างได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานที่ต้องวิ่งไปมานอกออฟฟิศ การประเมินผลการทำงานในญี่ปุ่นและเกาหลี ยังแอบอิงอยู่กับเรื่องของเวลาเป็นหลัก ไม่เหมือนกับทางตะวันตกที่ดูจากผลงานมากกว่า ชู บูม โค นักวิจัยจากบริษัท Accenture ในเกาหลีกล่าว

แม้กระทั่งบริษัทผู้ผลิตสินค้า และผู้ให้บริการเครือข่ายเกี่ยวกับไอทีในประเทศเหล่านี้เอง บ่อยครั้งเรามักจะพบว่าพนักงานไม่ค่อยอยากจะออกไปทำงานข้างนอก ผู้ผลิตกล้องถ่ายรูปแคนนอนเองเปิดเผยว่า บริษัทประสบปัญหาด้านการสื่อสาร ในขณะที่ซัมซุงกำลังใช้ความพยายามอย่างมากให้พนักงานสื่อสารกันเองโดยไม่ใช้เครื่องมืออย่างโปรแกรมส่งข้อความ หรืออีเมล

ในญี่ปุ่น บริษัทส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากจะให้พนักงานนำเอางานกลับไปทำที่บ้าน และใช้คอมพิวเตอร์แล็ปทอป เพราะกลัวว่าข้อมูลของบริษัทจะถูกขโมย แคนนอนเองออกกฎถึง 33 หน้ากระดาษสำหรับพนักงานที่ต้องการนำเอางานกลับไปทำที่บ้าน โดยใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวเพื่อเป็นการป้องกันข้อมูลของลูกค้า

ส่วนบริษัท SK Telecom Samsung Electronics และ lg Electronics ของเกาหลี พนักงานจะต้องทำเรื่องขออนุญาตเพื่อนำแล็ปทอปมาใช้ในออฟฟิศ แต่ถึงได้รับอนุญาตแล้ว พนักงานส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาการเข้าไปเชื่อมต่อข้อมูลกับเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเพื่อทำงาน เพราะส่วนใหญ่ฝ่ายไอทีของบริษัทจะทำการล็อกข้อมูลเอาไว้

ยิ่งโทรศัพท์มือถือสมัยนี้ทันสมัยมากขึ้นในการรับส่งข้อมูลและอีเมล แต่ละบริษัทยิ่งเพิ่มกำแพงระวังรักษาความปลอดภัยข้อมูลทั้งหมดเอาไว้อย่างหนาแน่นมากขึ้น

ผลที่เกิดขึ้นก็คือ บรรดาพนักงานต่างใส่สูทผูกไทมาทำงานกันเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หลายคนต้องอยู่โยงเป็นยามเฝ้าบริษัท และบางครั้งก็ต้องเข้ามาทำงานในช่วงวันหยุด

ผมไม่เคยรู้จักความสมดุลของชีวิตการทำงานกับชีวิตวันหยุดมานานแสนนานแล้ว พนักงานรายหนึ่งที่ปฏิเสธจะให้ชื่อเสียงเรียงนามของบริษัทซัมซุง กล่าว

ทอม คอยเนอร์ ที่ปรึกษาอิสระ และผู้เขียนหนังสือ Mastering Business in Korea: A Practical Guide กล่าวว่า แม้กระทั่งภรรยาของคุณก็อาจตำหนิเอาได้หากคุณกลับบ้านเร็ว เพราะเธอกลัวว่าคุณอาจจะได้โบนัสปีนี้น้อยกว่าที่คาด

ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ ผลักดันให้ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีเดินหน้าอย่างรวดเร็วในแง่ของประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศอยู่ในตำแหน่งต้นๆ ของประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก โดยญี่ปุ่นอยู่ในลำดับที่ 2 และเกาหลีอยู่ในลำดับที่ 6 จาก 30 ประเทศที่มีการใช้เงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสูงสุด

รายงานระบุว่า ญี่ปุ่นและเกาหลี เป็นประเทศที่มีการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ให้กับสินค้าใหม่ๆ แต่เมื่อมาประเมินด้านการนำไอทีมาใช้ในกระบวนการการทำงาน ทั้งสองประเทศนี้กลับอยู่ตามหลังสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและเกาหลียังไม่รู้จักนำเทคโนโลยีที่ตัวเองคิดค้นได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์เลย คาซุยูกิ โมโตฮาชิ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าว

อย่างไรก็ตาม การผลัดใบผู้บริหารหน้าใหม่ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับความไฮเทค อาจสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับองค์กรสัญชาติเกาหลีและญี่ปุ่นแท้ๆ ได้ เพราะพวกเขาเติบโตมาจากโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และพวกเขาเป็นคนหนุ่มสาวที่เปิดกว้างสำหรับโลกของไอที

ในปัจจุบัน บางบริษัทก็ทำให้โลกได้เห็นความเปลี่ยนแปลงแล้ว อย่างเช่น SK Telecom ของเกาหลี และ NEC ของญี่ปุ่น ที่อนุญาตให้พนักงานประมาณ 10% ทำงานที่บ้านได้

ส่วนบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนใน 2 ประเทศนี้เอง ก็จะเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ อย่างเช่น IBM แจกคอมพิวเตอร์แล็ปทอปสำหรับพนักงาน 2,600 คน เพื่อให้พวกเขาออกไปปฏิบัติงานข้างนอกได้สะดวกมากขึ้น ทำให้บริษัทประหยัดค่าเช่าพื้นที่ในอาคารเพื่อขยายสำนักงานตัวเองไปได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

วันนี้โทรศัพท์ที่ดังบนโต๊ะทำงานของคุณ จะถูกโอนต่อมายังโทรศัพท์มือถือของเจ้าของโต๊ะได้ แบบนี้เราก็สามารถทำงานนอกสถานที่ได้ พนักงานระดับสูงของบริษัทหนึ่งในเกาหลีกล่าว พร้อมกับบอกว่า เธอเพิ่งลาออกจากงานที่เธอรักและทำมากว่า 7 ปี เพราะเหตุผลเดียวคือเธอไม่มีเวลาให้กับลูกสาว

คงยากถ้าหากเรายังทำงานอยู่แต่ระบบการสื่อสารในองค์กรถูกปิดกั้น การเอางานกลับมาทำที่บ้านเป็นเรื่องผิดกฎ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

บล็อกน่าสนใจจัง ขอแอด fev นะคะ

ทำงานออฟฟิศที่นู่นท่าทางจะเครียดน่าดูเลยแฮะ อ่านๆแล้วรู้สึกเบื่อแทนพนักงานเค้าเลย -*-

#1 By นานาาา on 2007-03-26 13:21

อืมม บลอกน่าสนใจจิงๆ

เขียนเองเหรอคับ?


มีที่น่าสงสัยอย่างนึงคือ

เหมือนเค้าจะบอกว่าการนั่งทำงานอยู่กับที่ทำให้ บ. ไม่เกิดประสิทธิภาพ
แต่พอมาจะจบกลับมาพูดว่า มีประสิทธิภาพดี
เลยงงอ่ะคับ

แต่ประเด็นน่าสนใจดีนะคับ

น่าศึุกษา่ต่อเป็นอย่างยิ่ง

น่าสนๆ

#2 By goody on 2007-03-28 19:56

โห้ บทความนี้เป็นข่าวน่ะครับ ต้องระดับเซียนเขียนแล้วล่ะข้อมูลต้องแน่นพอสมควร เห็นว่าน่าสนใจเลยเอาไว้เป็นข้อมูล เพราะสังเกตดูแล้วการทำงานของคนไทยจะตามญี่ปุ่นพอสมควร ชอบนั่งแช่ไม่ยอมกลับบ้าน ผมชอบไสตล์ฝรั่งมากกว่าวัดที่ผลของงาน เวลาเป็นสิ่งมีค่า ไม่ควรจะเอาเวลาทั้งหมดมาให้กับงานสิ่งอื่นสำคัญกว่างาน ครับ งานเป็นแค่ส่วนนึงของเราเท่านั้น

#3 By Shuriken on 2007-03-29 14:08